Chill out @ Hallstatt : Austria




เช้านี้อากาศสดใสเหมาะแก่การเดินเล่นเป็นอย่างยิ่ง ทานอาหารเช้าจากพักแล้วขับรถเข้าตัวเมืองทันที จอดรถบริเวณลานจอดรถตรงทางเข้าเมืองแล้วเดินเข้าเหมือนเดิม เช้านี้คนเริ่มคึกคักผิดจากเมื่อวาน เมือง Hallstatt มีขนาดเล็กมาก ถนนมีเส้นเดียวรถแทบจะขับสวนกันไม่ได้ ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะเดินเที่ยวกัน ไม่ขับรถในเมืองเว้นแต่รถส่งของและรถของคนที่มีที่พักอยู่ในเมือง

เมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบแห่งนี้ มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 500 กว่าคนเท่านั้น เมืองนี้อยู่ริมทะเลสาบฮัลล์สตัทเทอร์(Hallstatter See) และล้อมด้วยภูเขาสูงชัน บ้านผู้คนเมืองนี้จึงต้องสร้างลดหลั่นเป็นชั้นๆตามแนวเขาริมทะเลสาบ ดังนั้นเวลาจองที่พักให้ตรวจสอบด้วยเพราะอาจต้องเดินขึ้นเขาชันกว่าจะถึงห้องพัก (แต่ก็ได้บรรยากาศและสะดวกกว่าการพักนอกเมือง)
 
 
สัญญลักษณ์ที่น่ารักและแปลกจากที่อื่นของเมืองนี้คือการปลูกต้นไม้ ที่ไม่ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นอย่างอิสระเหมือนที่อื่นๆ ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ที่จำกัดแต่ใจรักปลูกต้นไม้ก็ไม่รู้ ชาวเมืองนี้จะปลูกต้นไม้แนบกับผนังบ้าน แล้วตัดแต่งไม่ให้กิ่งไม้ยื่นออกมา สวยน่ารักมาก แต่สงสัยอยู่ว่า แล้วต้นไม้ไม่ทำให้อาคารเสียหายหรือ ???
เมือง Hallstatt ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การ UNESCO ประเภท Historic Cultural Landscape เมื่อปี 1997 ซึ่งจัดเป็นประเภทของชุมชนที่มีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืนของภูมิประเทศที่สวยงามกับวัฒนธรรมที่เก่าแก่
 
ภายในโบสถ์คริสต์ Chiestuskurche โบสถ์เก่าแก่ของเมือง ภาพถ่ายเมืองนี้เกือบทุกรูปต้องมีโบสถ์ทางแหลมนี้อยู่ด้วยเสมอจนเป็นเสมือนสัญญลักษณ์ของเมืองไปแล้ว

 
สมัยก่อนนั้นการเดินทางมา Hallstatt ต้องอาศัยการเดินทางทางน้ำเท่านั้น แต่ปัจจุบันสามารถขับรถมาเองหรือใช้รถไฟก็ได้ ถ้ามาทางรถไฟเมื่อมาถึงสถานี Hallstatt ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับหมู่บ้านอีกฟากของทะเลสาบ นักท่องเที่ยวต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามทะเลสาบมายังหมู่บ้าน หรือเดินมาก็ได้แต่ขอบอกว่าไกลมากๆ ชาวเมืองเวลาไปไหนมาไหนก็จะใช้เรือกัน 
                                        
ถนนสายหลักเลียบทะเลสาบจะมุ่งตรงสู่จัตุรัสใจกลางเมือง Marktplatz (Market Square) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง

 
เที่ยงนี้ทานปลาเทร้าส์ย่างที่ร้าน Gasthof Zauner เปิดมากว่า 116 ปีแล้ว ร้านเก่าแก่มาก อาหารอร่อยแนะนำค่ะ โดยเฉพาะปลาเทร้าส์อร่อยมาก แล้วตามด้วยกาแฟที่ร้าน Hallstatter Haferlkaffee อยู่ตรงหัวมุมทางเข้าจตุรัส กาแฟกับแอปเปิ้ลสกรูเดิ้ล อร่อยมาก ที่สำคัญร้านแถมแก้วกาแฟเป็นที่ระลึกให้ด้วย


ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมา การทำเหมืองเกลือ (มีค่าเข้าชม)

ใครสนใจชมเหมืองเกลือโบราณก็น่าสนุกดีค่ะ


สำหรับนักตกแต่งบ้าน ที่เมืองนี้ก็มีของแตกแต่งน่ารักมากมายให้เลือกซื้อ ราคาไม่แพงด้วย เราซื้อของกันจนเพลิน เมืองนี้เป็นเมืองที่น่ารักมากเลยใช้เวลากันแบบสบายๆไม่รีบร้อน

กลับมาที่รถมีเรื่องตื่นเต้นอีกจนได้ รถสตาร์ทไม่ติด คิดว่าน่าจะลืมปิดไฟหน้ารถเพราะเมืองนี้เวลาขับรถต้องเปิดไฟหน้า พอเปิดกลางวันก็ลืมปิด แล้วรถเช่าก็ไม่เตือน ผลก็คือสตาร์ทไม่ติด ถ้าเป็นบ้านเราก็ขอจั๊มแบตเตอรี่ ซึ่งที่นี่ดูจะยุ่งยากพอควรเพราะส่วนใหญ่ขับรถเล็กกัน ส่วนรถเราขนาดกลาง และก็ไม่รู้จะช่วยหรือไม่ โทรถามบริษัทให้เช่ารถ ก็ให้ตามช่างซึ่งต้องเสียค่าเรียกมา 100 ยูโร ไม่รวมค่าซ่อม จึงต้องยอมลำบากเดินหารถคันใหญ่มาช่วย โชคดีเจอรถขับผ่านมาคันใหญ่ใช้ได้แบตฯน่าจะลูกใหญ่ รีบเข้าไปขอความช่วยเหลือ ปรากฏว่าเป็นช่างซ่อมรถ โชคดีมากๆ เขาคิดแค่ 20 ยูโร เลยรอดไป แต่ก็เสียเวลาไปพอควร ต้องรีบเดินทางต่อแล้วล่ะ

ปล.คนแถวนี้ก็น่ารัก ดูให้ความช่วยเหลือดี แต่เขาไม่มีรถน่ะ
Posted by Picasa