4 days in Madrid ...SPAIN Trip 2016

เริ่มเดินทางกัน…..4 days in Madrid
Day 1        วันแห่งการเดินทาง…
Bangkok – Zurich - Madrid  ( TG 970 , LX 2026 ) - Puerta del Sol - Plaza Mayor - Museo Del Prado


30 - Mar -16 พุธ : 21.00 น พร้อมกันที่สุวรรณภูมิ เผื่อเวลาซื้อของกันเล็กน้อย
31- Mar -16  พฤหัสบดี : 1.05 น. TG 970 พาเรามุ่งหน้าสู่สนามบินซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  ในเวลา7.50 น. เดินทางมาได้ 12 ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินซุริคในเวลาประมาณ 8 โมงเช้า สนามบินใหม่ ทันสมัย มีร้านค้าให้เลือกซื้อเพลินระหว่างรอ การต่อเครื่องก็ดีไปอย่างได้ลงมาเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง
IMG_4636.JPG
IMG_0222.JPG

IMG_0207.JPG


: 12.25 น. LX 2026 พาเราเดินทางต่อสู่กรุงมาดริด ประเทศสเปน
: 14.50 น. ถึงสนามบิน SUAREZ BARAJAS TERMINAL 2  กรุงมาดริด ประเทศสเปน การตรวจลงตราเข้าประเทศนั้นง่ายมากๆ ค่ะ คือ ไม่มีการตรวจเลย รับกระเป๋าก็ออกจากอาคารได้ทันที (คงเพราะมีการตรวจลงตราเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้น ตอนต่อเครื่องที่ประเทศสวิตเซอแลนด์แล้ว) จากนั้นเดินทางสู่ที่พัก
IMG_0233.JPG
การเดินทางเข้าเมืองมาดริด ค่อนข้างสะดวกมีหลายวิธีให้เลือก เป็นต้นว่า รถไฟใต้ดิน รถบัสสนามบิน แท็กซี่
รถไฟใต้ดิน มีสายเดียวคือสาย 8 สีชมพู จะวิ่งมาสุดทางที่สถานี Nuevos Ministerios เท่านั้น ใครพักในโซนไหนหรือจะไปโซนไหนก็ต่อรถต่อ สถานีก็จะเชื่อมถึงกัน สะดวกค่ะ ค่าธรรมเนียม 3 ยูโร แต่ถ้าใช้ day pass ไม่ต้องจ่าย 3 ยูโร 1 วัน ราคา 8.4 ยูโร สถานีรถไฟใต้ดินจะอยู่ตรง Terminal T4 และ Terminal T2 จะมีขบวนออกทุก ๆ 5 นาที ตั้งแต่เวลา 6.00 -02.00 น. ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่ไปยังใจกลางกรุงมาดริด และใช้เวลาทั้งสิ้นแค่ 12 นาที
รถบัสสนามบิน (airport bus หรือ Madrid Express) ป้ายสุดท้ายของ airport bus คือสถานีรถไฟหลักของเมือง Atocha Renfe ค่าธรรมเนียมประมาณ 5 ยูโร ออกทุกประมาณ 15-20 นาที มีบริการทั้งวันตั้งแต่เช้ายันมืด จุดขึ้นรถอยู่ที่หน้าเทอร์มินัล 4 (ถ้าเป็นไฟลท์ระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็น T4) เดินออกมาจากประตูผู้โดยสาร มองหาป้ายคำว่า Bus พอออกมาจากตึกแล้วข้ามถนนเล็กๆ หน้าตึกหนึ่งที เลี้ยวขวามาหน่อยจะเห็นป้ายสีเหลืองชัดเจน Aerobus มีคนขึ้นเยอะน้อย แปรผันตามเวลา ในรถมีรางให้วางกระเป๋าเดินทาง แต่ก็มีที่นั่งบนรถน้อยตามไปด้วย (ต้องชิงจังหวะดีๆ) การเดินทางเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที แล้วแต่สภาพจราจร หากสัมภาระมากในแง่การขนย้ายกระเป๋าแล้วอาจง่ายกว่าเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน
IMG_4465.PNG  
เราพักที่ Aspasios Calle Mayor Apartments , Calle Mayor 30, Madrid City Centre,28013 Madrid อยู่ใกล้กับ Puerta del Sol ปูเอร์ตาเดลโซล จึงเลือกใช้การเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน แล้วต่อรถไฟมาลงที่สถานี SOL สะดวกมาก ออกมาก็เจอ Puerta del Sol ใครที่มาตามหา เจ้าหมีปีนต้นมาโดรนโย่หรือต้นสตอเบอรี่ เจ้าหมีต้นนี้ก็อยู่ที่ Puerta del Sol แห่งนี้แหละ นอกจากนี้บริเวณ Puerta del Sol มีร้านโวลดาโฟนขนาดใหญ่ ใครจะซื้อซิมโทรศัพท์ก็ให้ซื้อที่นี่ได้เลย (ที่อื่นหายากค่ะ)
Puerta del Sol ปูเอร์ตาเดลโซล/ประตูแห่งดวงอาทิตย์
การเดินทาง สถานี Sol
Puerta del Sol  ที่เที่ยวแห่งแรกในสเปนของเรา มีลักษณะเป็นจตุรัสรูปไข่ เป็นบริเวณที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ เป็นทั้งแหล่งนัดพบ ถ่ายรูป มีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย เป็นจุดเริ่มต้นของ หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ (Kilómetro Cero) ของเมืองมาดริด ซึ่งอยู่บริเวณหน้า ศาลาว่าการเมืองมาดริด (Casa Real de Correos) ศาลาว่าการเมืองมาดริดเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของบริเวณ Puerta del Sol ด้านบนอาคารมีหอนาฬิกาที่ใช้ตีบอกเวลานับถอยหลังในวันเคาท์ดาวน์ คนสเปนจะมาเคาท์ดาวน์กันบริเวณหน้าอาคารแห่งนี้ ไฮไลท์อีกอย่างที่ใครไปจตุรัสนี้ก็ต้องสะดุดตาคือ รูปปั้นหมีกินผลต้นมาโดรนโย่ (Oso y el Madroño) สัญลักษณ์ของมาดริด หมีตัวนี้หล่อในปี 1967  ความเป็นมาของหมีตัวนี้ไม่ชัดเจนแต่คงสำคัญเพราะเมืองมาดริดให้หมีตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของตราประจำเมืองมาดริด บริเวณกลางลานกว้างของ Puerta del Sol มีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าการ์โลสที่สาม (Carlos III) เป็น K สเปนในช่วง ศต.ที่ 18
IMG_0235.JPG
IMG_0234.JPG
เดินต่ออีกประมาณ 800 เมตรจาก Puerta del Sol ก็ถึงที่พัก Aspasios Calle Mayor Apartments ห้องพักเป็นอพาร์ทเม้นต์ 2 ห้องนอน มีห้องครัว เครื่องซักผ้า เครื่องทำกาแฟพร้อมแคปซูล เก็บสัมภาระเรียบร้อยก็ออกมาเดินเล่นทันที เวลาเที่ยวนี่ไม่เหนื่อยจริงๆ
IMG_0246.JPG IMG_0243.JPG
ข้อดีของการพักใจกลางเมืองคือ สถานที่ที่เที่ยวแต่ละแห่งไม่ไกลกันมาก การเดินไปจึงเป็นวิธีที่ง่าย สะดวกและประหยัดที่สุด แม้จะนั่งรถไฟใต้ดินไปได้ก็ต้องเดินอยู่ดี ระยะทางก็ไม่หนีกันมาก
จุดหมายต่อไปคือการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในมาดริด จึงมุ่งไป ถนนสายพิพิธภัณฑ์ ปาซีโอ เดล ปราโด Paseo del Prado ซึ่งอยู่ระหว่างจตุรัสเบเลสถึงสถานี Atocha  วันนี้เราจะไป พิพิธภัณฑ์ปราโด คงแปลกใจว่าทำไมต้องไปที่นี่ก่อน ที่จริงก็ไม่ได้มีความรู้ด้านศิลปะมากนักแทบจะไม่รู้เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ไปประเทศไหน อยากรู้ของดีของเค้า ความเป็นมาของเค้า เข้าใจตัวตนของประเทศนั้น พิพิธภัณฑ์นี่แหละที่จะบอกเราได้ ที่สำคัญถ้าไปตอนเย็นพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ ฟรี (ชอบตรงนี้) ปกติราคาค่าเข้าค่อนข้างสูง แต่เมื่อฟรีแล้วจะรออะไร ดังนั้นหลังจากเดินทางมายาวนาน ก็ไปชมงานอาร์ตเพลินๆ สบายๆ ดีกว่า
เส้นทางเดินจากที่พักต้องผ่านสถานที่สำคัญอีกแห่งของเมืองมาดริด นั่นคือ Plaza Mayor ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Puerta del Sol ที่พักเราอยู่กึ่งกลางระหว่างสถานที่ 2 แห่งนี้พอดี
Plaza Mayor กว้าง 150 m ยาว 200 m ล้อมรอบด้วยอาคาร 4 ชั้นทั้งสี่ด้าน สร้างในสมัย ศต.ที่ 16 - 17 มีประตูเข้าออก 10 แห่ง ตรงกลางจตุรัสปูด้วยหินยุคกลาง เป็นรูปปั้น K ฟิลิปเปที่ 3 ทรงม้า ซึ่งเป็นผู้สร้างจตุรัสนี้ถือว่าเป็น landmark ที่สำคัญอีกแห่งของมาดริด เป็นทั้งตลาดค้าขาย สถานที่จัดงานรื่นเริง สถานที่พิจารณาตัดสินคดี สถานที่ลงทัณฑ์นักโทษ สนามสู้วัว ที่นี่มีผู้คนแวะเวียนมาตลอดเวลาตั้งแต่เช้ายันค่ำ มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกมากมาย อาคารที่ไม่ควรพลาดบนจตุรัสนี้ตือ Casa de la Panaderia อยู่ฝั่งเหนือของจตุรัส เด่นที่หอนาฬิกา 2 ยอด ผนังอาคารเป็นภาพเขียนเฟรสโก ภาพวาดของทวยเทพในตำนาน เป็นภาพเทพในตำนาน Cibeles & Cupid ที่สมบูรณ์ที่สุดและสวยที่สุดของจตุรัสแห่งนี้ ปัจจุบันอาคารนี้เป็นสำนักงานท่องเที่ยวมาดริด เดินชมวิวมาเรื่อยๆ ไม่นานก็มาถึงจุดหมาย
IMG_0248.JPG
IMG_0251.JPG

Museo Del Prado มูเซโว เดล ปราโด   
ที่อยู่ Museo Nacional del Prado. Calle Ruiz de Alarcón 23. Madrid. 28014
เปิด 10.00 - 20.00 น.  
ค่าเข้า 16 ยูโร เข้าชมฟรีตั้งแต่เวลา 18.00 น.
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Banco de Espana เดินต่ออีก 3-5 นาที หรือ สาย 1 สถานี Atocha เดินต่อประมาณ 5 นาที (อยู่เยื้องกับ Museo Thyssen - Bornemisza  พิพิธภัณฑ์ทิสเซน-บอร์นมิสซา) หากตั้งต้นที่สถานี Sol  ให้ลงที่สถานี Anton Martin แล้วเดินต่อจะใช้เวลาน้อยกว่า (แต่เราเดินไปเลยค่ะ ไม่ได้ขึ้นรถไฟใต้ดิน มี Google map นำทาง ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ)
Museo Del Prado มูเซโว เดล ปราโด เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะมีผลงานของศิลปินดังๆของสเปน เดิมที่นี่เคยเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดจากพระนางมาเรีย อิซาเบลแห่งบรากันซ่าสเด็จไปเยือนพิพิธภัณฑ์ลูฟท์ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วมีพระราชดำริทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่แสดงผลงานศิลปะและของมีค่า จึงรวบรวมภาพเขียนของศิลปินชาวสเปนที่ทรงคุณค่าจำนวนมากในช่วงศตวรรษที่ 11-18  อาทิเช่น El Greco, Velázquez, Goya, Bosch, Titian, Van Dyck and Rembrandt. พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดอีกแห่งของโลก
IMG_0289.JPG
 
IMG_0279.JPG
ต่อคิวประมาณนึงก็ได้ตั๋วฟรีมาแล้วดีจัง
ภาพเขียนที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่นี่คือ Las meninas ของเบลัซเกซ (ภาพนางข้าหลวงที่ถวายการรับใช้) location : Sala 012 และภาพ Maja Vestida และ Maja Desnuda ของโกยา (ภาพหญิงสาวนอนอิริยาบถเดียวกัน อีกภาพใส่ชุด อีกภาพเปลือย) location : Sala 036
ภาพนางข้าหลวงฯ ของเบลัซเกซ ดูยิ่งใหญ่มาก เป็นภาพที่ใหญ่มากๆ สวยดี
ภาพหญิงสาวของโกยามีความโดดเด่นที่ โกยาไม่ได้วาดภาพเลียนแบบกันหรือดูจากภาพต้นแบบ แต่โกยาวาดภาพหญิงสาวที่สวมเสื้อผ้าก่อนตามที่ถูกว่าจ้างจากท่านหญิงคนนึงที่ขณะเป็นแบบให้ก็สวมเสื้อผ้า เมื่อกลับไปบ้านด้วยความเป็นศิลปิน โกยาจึงวาดภาพหญิงสาวในอิริยาบถเดียวกันแต่คราวนี้ไม่ได้สวมเสื้อผ้า เก่งจริง จินตนาการล้ำเลิศ (ไม่รู้ว่าท่านหญิงที่ว่าจ้างโกยาจะรู้ไหมว่า มีภาพนางอีกภาพที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า) เค้า...ว่ากันว่า ใบหน้าของหญิงที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า คล้ายกับใบหน้าของคนรักโกยา
เดินชมพิพิธภัณฑ์จนเกือบถึงเวลาปิด ขนาดไม่มีความรู้ศิลปะยังชอบเลย ถ้าใครมีโอกาสมาเมืองมาดริดห้ามพลาดนะ ออกจากพิพิธภัณฑ์เดินกลับไปที่พักอีกเส้นทางจะได้แปลกใหม่ บ้านเมืองเค้าสวยจริงๆ เมืองมาดริดเป็นเมืองที่นิยมสร้างน้ำพุมาก เราจะเห็นน้ำพุสวยๆได้ทั่วไปในเมืองนี้ เดินกันเพลินๆ พอเหลือบดูเวลานี่เกือบสามทุ่มแล้ว ด้วยความที่ท้องฟ้ายังไม่มืด กอปรกับสถานที่ตื่นตาตื่นใจเลยไม่หิว ไม่ง่วง นี่เราเที่ยวข้ามวันข้ามคืนเลยหรือนี่ ทำไปได้… เจอร้านกาแฟเจ้าดังพอดี ขอแวะเพื่อพักร่างแป๊ป
IMG_0295.JPG
IMG_0296.JPG


IMG_0302.JPG
ขนม กาแฟ ที่นี่อร่อยมาก มีแรงเดินต่อได้แล้ว
IMG_0310.JPG
เดินมาถึง Puerta del Sol ยามราตรีเมืองมาดริดคึกคักเสียจริง ดูผู้คนจะมากกว่าตอนกลางวันเสียอีก
IMG_0319.JPG
ถ่ายรูปกับสัญลักษณ์เมืองซักหน่อย
IMG_0322.JPG
ตลาดซานมิเกลก็อยู่ไม่ไกลจากที่พัก แวะซื้อของกินสักนิด ก่อนเข้าที่พัก เมืองนี้เค้าอยู่กันดึกดื่นจริงๆ นี่เกือบห้าทุ่มแล้ว คนยังเยอะมาก ร้านก็ไม่ปิด
จบวันแรกอย่างสบายๆ วันนี้หลับเป็นตายแน่ๆ
Day 2        ตะลุยมาดริด…วันเดียวทำไมไปได้หลายแห่ง
01- Apr -16  ศุกร์.  Plaza de Oriente -  Plaza de España - Tempo of Debod - Palacio Real - Catedral de Santa María la Real de la Almudena - Plaza de la Villa - Mercado de San Miguel - Plaza de Cibeles  - Gran Vía
Madrid เป็นเมืองหลวงของประเทศสเปน เป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลและเป็นที่อยู่อาศัยของราชวงศ์ เมืองมาดริดถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสเปน มีประชากรอาศัยมากกว่า 3 ล้านคนในแถบเจริญ  และเสน่ห์ของมาดริดนั่นคือการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและวัฒนธรรมที่มีอยู่ดั้งเดิม มาดริดขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันที่มีความวุ่นวายของการดำเนินธุรกิจ การจราจรที่ติดขัดเนืองแน่น และในช่วงกลางคืนที่มีสีสันของปาร์ตี้ต่าง ๆ นอกจากพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในมาดริดแล้ว สถานที่ที่ควรไปอีกได้แก่ Plaza Mayor square , Puerta de Alcalá Gate ,Puerta del Sol Square ขาช้อปไม่ควรพลาด El Rastro ตลาดนัดวันอาทิตย์ที่มีของขายทุกอย่าง ส่วนเสื้อผ้ามี outlet ของ MNG (ถนนFuencarral) และ ZARA (ถนน Granvia) นอกจากนี้ก็มีสวนสาธารณะ Retiro ให้พักผ่อนหย่อนใจด้วย
หลังจากนอนพักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เช้านี้จึงดูสดชื่นมากกว่าทุกวัน ออกไปเดินเล่นใกล้ๆ ที่พักกันแต่เช้าประมาณ 7 โมงกว่าๆ ก่อนเพื่อนๆคนอื่นจะทำธุระเสร็จ ทุกอย่างเงียบกริบ คนที่เดินกันเต็มไปหมดหายไปไหนกัน เค้ายังไม่ไปทำงานกันเหรอจะ 8 โมงแล้วนะ ขนาดไปซุปเปอร์มาร์ตประมาณโลตัสเล็กๆเหมือนบ้านเราก็ยังไม่เปิดเลย ระหว่างเดินไปมาเพื่อนนึกได้ว่ามีร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง แถมเป็นร้านเด็ดมากๆๆๆ ที่ใครมามาดริดต้องไป เราจึงมุ่งตรงไปร้านนั้นทันที ร้านเด็ดที่ว่าเป็นร้านขายชูโรสเจ้าดัง ดีเลยเช้าแรกในสเปนต้องทานอาหารเช้าแบบสเปน…
ร้าน Chocolatería San Gines อยู่ที่ Pasadizo San Ginés, 5, 28013 Madrid  เป็นร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากๆ เปิดมาตั้งแต่ปี 1894 ขาย Churros (ชูโรส) หรือปาท่องโก๋สเปนรสชาติดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมช็อคโกแลตเข้มๆข้นๆอุ่นๆ ทานคู่กัน ภายในร้านมีที่นั่ง เราสามารถทานในร้านหรือซื้อกลับก็ได้ มาแต่เช้าแบบนี้คนโล่งมาก ชูโรสก็คล้ายๆปาท่องโก๋บ้านเราแต่เนื้อจะเบากว่า ใครมาสเปนต้องลองทาน
IMG_0340.JPG
ชิมร้านแรกเรียบร้อยตั้งใจจะไปพาเพื่อนๆที่เหลือมาลองทานกัน แต่มาสะดุดที่ร้านแฮมเจ้าดังอีกแล้ว ต้องแวะสิ ...
ร้าน Museo del Jamon ที่อยู่ Calle Gran Vía, 72, 28013 Madrid, สเปน ร้านนี้ขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Jamon ทั้งนั้น มีหลากหลายมาก จะซื้อกลับหรือทานในร้านก็ได้ ราคาไม่แพงเลย ดี้ดีๆๆ เราเลยซื้อกลับไปทานกับเพื่อนๆที่เหลือแทน แถมเก็บไว้ทานได้อีกหลายวันทีเดียว คุ้มมากที่สำคัญเราไม่ทานอาหารดิบกัน จึงการเอาแฮมที่ซื้อมาไปทำให้สุกเล็กน้อยทำให้ทานอร่อยสบายใจขึ้นมากมาย แต่คนชอบทานดิบเค้าว่า ดิบอร่อยกว่า ก็ลองดูนะแล้วแต่ความชอบส่วนตัวค่ะ
IMG_0352.JPG
IMG_0355.JPG
หลายคนคงสงสัยว่า Jamon คืออะไร Jamon (คามอน หรือ ฮามอน) ก็คือ "แฮม" เป็นอาหารขึ้นชื่อของสเปน นิยมทานดิบๆ ไม่ต้องปรุงอะไรเป็นพิเศษ กินกับขนมปังหรือชีสหรือจะทานกับผลไม้ประเภทเมลอนก็ได้ Jamon ที่ดังๆก็ Jamon Serrano แฮมที่ทำจากหมูขาว แต่ที่แพงที่สุด เลิศที่สุดได้แก่ Iberico Serrano Ham แฮมที่ทำจากหมูขาดำ เจ้าแฮมเหล่านี้ดังมากขนาดที่ นาย Frances Case ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “1001 foods you must try before you die” แนะนำว่า แฮม 2 ชนิดนี้ คือ Serrano Ham, Jamon Iberico de Bellota เป็นอาหารที่ต้องลองก่อนตาย
ทานอาหารเช้าแบบสเปนๆๆๆ กันไปเรียบร้อย ก็พร้อมออกไปเที่ยวชมเมืองกันได้ เริ่มต้นที่ Landmark ที่สำคัญๆ ของเมืองก่อนและที่ไม่มีเวลาเปิด-ปิด อย่างที่เล่าไว้ตั้งแต่ต้นว่า เมืองเค้าเริ่มต้นเปิดทำการช้า หากอยากเที่ยวให้ครบช่วงเช้าควรวางแผนไปสถานที่ซึ่งไม่มีเวลาเปิด-ปิดก่อน เราใช้วิธีการเดินไปเหมือนเดิม เวลาอากาศดีๆๆ การเดินเที่ยวก็ไปกิจกรรมที่เพลินดีนะ แถมประหยัดด้วย ที่เที่ยวแต่ละแห่งก็ไม่ไกลกันเท่าไร เดินได้ไม่นานก็ถึงสวนสวยที่มีรูปปั้นล้อมรอบ นั่นคือ Plaza de Oriente
Plaza de Oriente  
การเดินทาง บริเวณทิศตะวันตกของพระราชวัง ใกล้กับสถานี opera
Plaza de Oriente จตุรัสออเรียนเต เป็นสวนที่ล้อมด้วยรูปปั้นกษัตริย์และบุคคลสำคัญ บริเวณกลางจตุรัสมีรูปปั้นกษัตริย์ฟิลลิปทรงม้าพุ่งหอกไปทางโรงอุปรากร ด้านหลังรูปปั้นกษัตริย์ฟิลลิปก็คือ พระราชวังหลวง Palacio Real
IMG_0364.JPG
IMG_0369.JPG
จากจตุรัสออเรียนเต เดินต่ออีกนิดก็ถึง Plaza de España สถานที่เที่ยวสำคัญของเมืองมาดริด  
Plaza de España
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 3 ,10 สถานี Plaza de Espana
Plaza de España จตุรัสเอสปานาเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อยกย่อง Miguel de Cervantes ผู้ประพันธ์วรรณกรรมระดับโลกเรื่อง Don Quijote de la Mancha “ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า” หรือ “ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” วรรณกรรมเรื่องดังของสเปนที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจากคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งรวมถึงภาษาไทยด้วย อนุสาวรีย์นี้มีรูปปั้นของ Miguel de Cervantes และรูปปั้นของตัวละครในเรื่อง คือ ดอนกิโฆเต้ (Don Quijote) พระเอกของเรื่อง กับ ซานโช่ (Sancho) ซึ่งเป็นคนรับใช้ที่ติดตามดอนกิโฆเต้ออกไปผจญภัย นอกจากนี้ยังมีรูปภรรยาของดอนกิโฆเต้ในความเป็นจริงซึ่งเป็นผู้หญิงธรรมดา กับภรรยาในความคิดของดอนกิโฆเต้ที่นายคนนนี้มองว่าภรรยาของตนเป็นคนที่สวยที่สุดกว่าหญิงอื่นใด ความคิดดีนะนายคนนี้ ถ้าทุกคนมองว่าสิ่งที่เรามีอยู่เป็นสิ่งดีที่สุดแบบนายคนนี้ปัญหาต่างๆก็คงไม่ตามมาอีกมากมาย สถานที่นี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของเมือง เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดเวลา ขนาดเรามากันแต่เช้ายังมีรถทัวร์พานักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเลย ดังนั้นใครมาเที่ยวมาดริดห้ามพลาดนะ นอกจากนี้ Plaza de España ตั้งอยู่ติดกับถนน Gran Vía ซึ่งเป็นถนนสายที่สวยและเก่าแก่ที่สุดของมาดริด ใครมาที่นี่แล้วจะวางแผนเดินเที่ยวถนนสายสวยต่อก็ได้  
IMG_0389.JPG


Temple of debod วัดเดโบด Opening hours 10am-2pm & 6-8pm Tue-Fri, 9.30am-8pm Sat & Sun Apr-Sep, 9.45am-1.45pm & 4.15-6.15pm Tue-Fri & 9.30am-8pm Sat & Sun Oct-Mar
การเดินทาง เดินออกมาทางเหนือ Plaza de España ประมาณ 600 เมตร


Templo de Debod วัดเดโบด เป็นวัดโบราณของประเทศอียิปต์ แต่ถูกย้ายมาตั้งอยู่ที่มาดริด ใกล้กับโดยยังคงลักษณะการวางตำแหน่งของวัดให้ใกล้เคียงกับแบบดั้งเดิม คือการวางเรียงตัวจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก วัดโบราณแห่งนี้เป็นของขวัญที่ประเทศอียิปต์มอบให้กับประเทศสเปนเมื่อปี 1968 จากการร้องขอความช่วยเหลือผ่านทางองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ในการรักษาโบราณสถานในภูมิภาคนิวเบีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิหารอะบูซิมเบล) จากความกังวลในการที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ด้วยเหตุนี้ทางการของประเทศอียิปต์จึงได้มอบวัดโบราณสี่แห่งให้กับประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือดังนี้ วัดเดนดูร์ให้กับสหรัฐอเมริกา วัดเอลเลซิยาให้กับประเทศอิตาลี วัดตาฟฟาให้กับประเทศเนเธอแลนด์ และวัดเดโบดให้กับประเทศสเปน
IMG_0398.JPG
การมอบวัดให้แบบนี้แปลกดี เพราะให้กันแบบยกวัดมาตั้งในอีกประเทศ ถ้ามีเวลาควรมาเยี่ยมชม เวลาที่นิยมเยี่ยมเที่ยวที่วัดเดโบดคือเวลายามเย็นก่อนไปจนถึงหลังพระอาทิตย์ตกดิน แต่ช่วงเช้าอากาศก็ดีสบายเพราะที่ตั้งอยู่บนเนินเขา มีคนมาออกกำลังกาย พาสุนัขมาวิ่งเล่นบริเวณใกล้กับวัดนี้มามาย เพราะใกล้ๆกันจะจัดเป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีบริเวณนั่งพักผ่อน และจุดชมวิวเมืองและวังหลวงของกรุงมาดริดที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันได้อีกด้วย
IMG_0401.JPG
IMG_0402.JPG
นั่งเล่นกันพักใหญ่ก็ใกล้เวลาเข้าชมพระราชวังหลวงที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้ เส้นทางเดินกลับจะผ่าน Jadines de Sabatini สวนซึ่งสร้างอยู่ด้านหลังวัง ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาได้ไม่มีค่าใช้จ่าย เลยขอแวะเดินเล่นชมสวนกันสักหน่อยเสียดายมาเร็วกันไปนิดดอกไม้เพิ่งจะปลูกใหม่ยังไม่บ้านเต็มที่
IMG_0427.JPG
พระราชวังหลวง Palacio Real (Madrid‘s Royal Palace)
การเดินทาง เดินออกมาจากทางด้านหลัง Plaza de España หรือ Underground: Lines 5 and 2 สถานีโอเปร่า (Opera station) ที่อยู่ Calle de Bailén, s/n, 28071 Madrid
เปิด 10:00 - 20:00 น. Basic Admission 11 € ใช้เวลาในการชมประมาณ 1.30 ชั่วโมง หากซื้อตั๋วไปก่อนจะสะดวกมาก ซื้อได้จากเวปไซต์ของทางพระราชวังเลยค่ะ ร่นระยะเวลาการต่อคิวได้ดีทีเดียว


พระราชวังหลวง (Palacio Real) เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Neoclassic ที่ดัดแปลงมาจากกรีก-โรมัน โดยด้านนอกตกแต่งในสไตล์แบบอิตาเลี่ยน ภายในตกแต่งแบบฝรั่งเศส สร้างขึ้นแทนพระราชวังอัลคาซาร์ ที่ถูกไฟไหม้เมื่อปี 1734 ใช้เวลาสร้าง 25 ปี สร้างเสร็จในสมัยกษัตริย์การ์โลสที่ 3 จนถึงกษัตริย์อัลฟองโซที่ 3 สละบัลลังก์แล้วลี้ภัย จากนั้นสเปนก็เข้าสู่ยุคเผด็จการ เมื่อกลับมาสู่เป็นประชาธิปไตยและปกครองโดยกษัตริย์ กษัตริย์ฮวนการ์โลสที่ 1 จึงกลับมาประทับที่นี่ ถ้าใครมาเที่ยววันพุธสัปดาห์แรกของเดือนจะเห็นการเดินสวนสนามที่จัดขึ้นเป็นประจำ
IMG_0431.JPG
ภายในพระตำหนักของพระราชวังหลวงจะถูกตกแต่งด้วยภาพศิลป์ พรมที่ทอเป็นเรื่องราวต่างๆ เครื่องลายครามและเครื่องประดับอันมีค่ามากมาย นับเป็นพระราชวังที่งดงามแห่งหนึ่งของโลก สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของราชวงศ์ พระเจ้าเฟลิปเปที่ 5 (Felipe V) ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นประมาณ 2,800 ห้องโดยศิลปินชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบภายใน ต่อมามีการสร้างห้องต่างๆ เพิ่มเติมอีกประมาณ 50 ห้องในปี 1734 และเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้ ห้องที่เปิดให้เข้าชมเป็นต้นว่า ห้องบัลลังก์ ผนังเป็นสีแดงเข้ม มีภาพปูนเปียกที่เพดานซึ่งวาดโดย เตียโปโล (Tiepolo) แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของประเทศ ห้องนี้มี บัลลังก์ทอง 2 ตัว ด้านข้างมีสิงโตเหยียบลูกโลก แสดงความเป็นเจ้าโลก ห้องกระเบื้องเคลือบ โชว์กระเบื้องเคลือบมากมาย ห้องจัดเลี้ยง ห้อง Farmacia Real ห้องนี้เต็มไปด้วยขวดยามากมายอย่างนับไม่ถ้วน เสียดายที่ห้องดังกล่าวถูกปิดไปแล้วในปัจจุบัน (ไม่มีกำหนดว่าจะเปิดให้ชมอีกเมื่อไหร่) ห้อง Armeria Real ห้องนี้จัดแสดงอาวุธของราชวงศ์ฮับบวร์ก ทั้งดาบ ชุดเกราะ ม้าที่ออกศึก
เมื่อเข้าไปด้านในของพระราชวังหลวงจะผ่านโถงบันไดที่นำไปสู่ห้องพักต่างๆของราชวงศ์ ซึ่งอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ถึงแค่บริเวณนี้
IMG_0446.JPG
ความจริงแล้วราชวงศ์ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่นี่ แต่พักอยู่ที่พระราชวังซาร์ซวยล่า (Palacio de la Zarzuella) แต่ใช้พระราชวังแห่งนี้ในการจัดงานสำคัญ ช่วงฤดูร้อนพระราชวังหลวงนี้เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงละครและดนตรีกลางแจ้ง อีกทั้งพระราชวังแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บสะสมงานศิลปะของผู้มีชื่อเสียงมากมายอาทิเช่น Caravaggio, Juan de Flandes, Velázquez และ Goya
ภายในพระราชวังหลวงมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกอยู่ใกล้กับบริเวณทางออก อาหารเป็นประเภทจานเดียวง่ายๆ รสชาติดี ราคาไม่แพง เราแวะทานและซื้อของที่ระลึกของพระราชวังหลวงกันนิดหน่อยก่อนเดินทางไปจุดหมายต่อไปซึ่งอยู่ติดกับพระราชวังหลวงเลย นั่นคือ Catedral de Santa María la Real de la Almudena
IMG_0510.JPG
Catedral de Santa María la Real de la Almudena หรือ มหาวิหารอัลมูเดน่า
การเดินทาง : ตั้งอยู่ตรงข้ามพระราชวังหลวงทางทิศใต้ เมื่อออกมาจากก็พระราชวังจะพบกับ Catedral de Santa María la Real de la Almudena
ค่าเข้าชม 1 ยูโร (มีตู้รับบริจาคให้หยอดเหรียญใส่เอง)
มหาวิหารอัลมูเดน่า เป็นมหาวิหารประจำราชสำนัก เป็นโบสถ์แห่งแรกของเมืองมาดริด ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลานด้านหน้าของพระราชวัง สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่จัดพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายเฟลิปเป้ มกุฎราชกุมารของสเปน  ที่นี่เป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในมาดริด เด่นที่หอระฆังคู่ สูง 73 m และยอดโดมตรงกลาง สร้างปี 1883 - 1993 ศิลปะแบบนีโอคลาสสิค ทางเข้าวิหารมีรูปสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 สร้างเพื่อระลึกถึงการเสด็จมาเยือนวิหารนี้ในปี 1993
IMG_0500.JPG IMG_0508.JPG
จากมหาวิหารอัลมูเดน่า เราสามารถเดินไปยังตลาดจุดท่องเที่ยวจุดต่อไป พร้อมกับหาของอร่อยทานกัน ก่อนไปถึงตลาดซึ่งจะอยู่ห่างออกไปประมาณ 550 เมตร เราจะผ่าน Plaza de la Villa จตุรัสลาบียา จตุรัสนี้สร้างใน ศต.ที่ 17 เคยเป็นศาลากลางเมืองมาดริดจนถึงปี 2007 มีอนุสาวรีย์ทหารเอกสเปนช่วง ศต.ที่ 16 ตั้งอยู่ บริเวณจตุรัสนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในมาดริด และเป็นพื้นที่ของพวกแขกมัวร์(Moorish) ซึ่งเป็นย่านที่เก่าแก่มากที่สุดของเมืองมาดริด ภายในบริเวณมีกำแพงเมืองก่อไว้เป็นระยะสั้นๆ ถูกสร้างขึ้นโดยผู้นำมุสสลิมในสมัยต้นยุคกลาง ประมาณศตวรรษที่ 9
IMG_0516.JPG
เดินมาไม่นานก็เห็นบรรยากาศผู้คนที่คึกคัก ถึงแล้วตลาดซานมิเกลจุดหมายของเรา ตลาดที่นี่ไม่ใช่เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่ก็มีของสด ของแห้งขาย มีอาหารขายและขนมท้องถิ่นมากมายให้เลือกซื้อ แต่ไม่ค่อยมีที่นั่งทาน ส่วนมากจะซื้อแล้วยืนทานกันหน้าร้าน
IMG_4810.JPG


Mercado de San Miguel หรือตลาดซานมิเกล ซึ่งเป็นตลาดชื่อดังที่นักท่องเที่ยวชอบมากๆ สร้างในปี 1916 เป็นอาคารโครงเหล็กดัด มีร้านขายของ ขายอาหาร ขายของฝากเยอะแยะมากมายหลากหลายประเภท แต่ราคาจะค่อนข้างสูงกว่าตลาดที่อื่นแต่คุณภาพดี Jamón (ฆามอง) หรือพาร์ม่าแฮม (Parma Ham) ก็มี หรือใครจะลอง ทาปาส ของทานเล่นที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ทาร์ตไข่ก็มีให้ชิมลองเปรียบเทียบกันดูระหว่างทาร์ตไข่ที่มาเก๊ากับที่มาดริดว่าต่างกันอย่างไร หรือจะหาชูโรส์(ปาท๋องโก๋สเปน) ก็มีใครเลือกหลากหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดคือ แชงเกรีย Sangria น้ำผลไม้หมักจนเกือบจะเป็นไวน์แต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น รสหวาน เปรี้ยวนิดหน่อยอร่อยชื่นจาย มีแอลกอฮอล์นิดหน่อยค่ะ
IMG_4714.JPG IMG_4807.JPG
ออกจากตลาดคราวนี้เราเลือกเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปจตุรัสซีเบเลส ค่ารถไฟก็ไม่แพง เราซื้อแบบตั๋ว 10 เที่ยว 1 ใบ ใช้ด้วยกันได้หลายคน ราคาต่อเที่ยวไม่ถึง 1 ยูโร เมื่ออีกคนใช้เสร็จก็ส่งตั๋วให้เพื่อนคนต่อไปใช้สอดที่กั้นเข้ามาได้ (อย่าลักไก่กันนะ โดนจับได้ไม่คุ้ม เสียชื่อคนไทยด้วย)
จตุรัสซีเบเลส Plaza de Cibeles  
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Banco de Espana หรือ จากถนนแกรนเบียเดินลงมาเรื่อยๆจะเจอกับ Fuente de Cibeles หรือน้ำพุซิเบเลส
จตุรัสซีเบเลส ตั้งชื่อตามน้ำพุเทพธิดาเซเบเลส Fuente de Cibeles ซิเบเลสนางเป็นเทพีแห่งผืนดิน เกษตรกรรมและความอุดมสมบูรณ์ ใครเป็นสาวกราชันชุดขาว Real Madrid จะต้องคุ้นหน้าคุ้นตาเทพีที่นั่งอยู่บนเกวียนที่ลากจูงโดยสิงโตองค์นี้เป็นอย่างดี เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ทีมราชันชุดขาวสามารถคว้าแชมป์ลาลีก้าของสเปนได้ จะต้องยกโขยงทีมมาชูถ้วยเฉลิมฉลองกันที่บริเวณวงเวียนน้ำพุแห่งนี้ บริเวณตรงนี้จะมีลักษณะเป็นวงเวียนขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อถนนสายหลักๆของมาดริด 4 สาย อาคารที่สำคัญในบริเวณนี้ ก็มีทั้งอาคารของ ธนาคารกลางของสเปน (Banco de España) รวมถึงอาคารไปรษณีย์เก่า Palacio de Cibeles ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก ปัจจุบันเป็นศาลาว่าการเมืองมาดริดมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ร้านกาแฟ และสามารถขึ้นไปชมวิวถนนแกรนเบียและรอบๆบริเวณนั้นบนจุดชมวิวของอาคารได้
IMG_4736.JPG
IMG_4738.JPG    IMG_4744.JPG
จากจตุรัสซีเบเลสก็เดินต่อมายังถนนสายสำคัญ
ถนนแกรนเบีย (Gran Vía) ถนนสายสำคัญของมาดริดที่มีอายุเก่าแก่ร้อยกว่าปี สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของถนนสายนี้คือ สถาปัตยกรรมอันงดงามของอาคารสองฝั่งถนน มีร้านค้ามากมายเป็นต้นว่า Zara, H&M ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารหลังเก่าที่สวยงาม หรือร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมสัญชาติสเปนหลากหลายร้าน นาทีนี้พวกเราก็ต่างแยกย้ายกันศึกษาร้านค้าเหล่านี้อย่างไม่รู้เหนื่อย …. ลืมทานกันทีเดียว มื้อค่ำนี้จึงต้องพึ่งมาม่าที่เตรียมมา
Day 3       เก็บตกมาดริด…
02- Apr -16  เสาร์  Puerte de Alcalá - Parque del Buen Retiro - สถานี Atocha - Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofia - จตุรัสโคลัมบัส Plaza de Colon -  พิพิธภัณฑ์โบราณคดี Museo Argueologico National
วันนี้เราไปเที่ยวไกลจากที่พักเล็กน้อย ประกอบกับเมื่อวานเดินกันทั้งวัน วันนี้จึงเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินกันเป็นหลัก เช้านี้เริ่มต้นด้วยไปชม Puerte de Alcalá ประตูเข้าเมืองมาดริดที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะชื่อดัง Parque del Buen Retiro
IMG_4814.JPG
สมกับเป็นสถานีรถไฟใต้ดินสถานีที่เป็นทางออกไปสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ผนังปูด้วยโมเสทรูปสวนสาธารณะน่ารักเชียว
Puerta de Alcala
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Retio  
Puerta de Alcala ปูเอร์ตา เด อัลกาลา ประตูเมืองที่เหลืออยู่ของมาดริด ตั้งอยู่บนจตุรัส Independencia อยู่ฝั่งตะวันออกของจตุรัสซีเบเลส สร้างในปี 1778
IMG_0530.JPG
สวนสาธารณะบวนเรติโรมีทางเข้า - ออกหลายทาง เราเข้าบริเวณใกล้กับทางออกของสถานีรถไฟพอดี
Parque del Buen Retiro สวนสาธารณะบวนเรติโร
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Retiro เข้าสู่ประตูทางด้านทิศเหนือ
สวนสาธารณะ Parque del Buen Retiro หรือเรียกสั้นๆว่า Retiro สวนสาธารณะเรติโร เป็นสวนสาธารณะที่มีความสวยงามมาก และในอดีตเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ ราชวงศ์และขุนนางใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ มีพื้นที่กว้างใหญ่มากพอสมควร ภายในแบ่งเป็นโซนต่างๆหลายโซน มีทั้งบริเวณสระน้ำที่มีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าอัลฟอนโซ่ที่ 12 (Alfonso XII) ที่คนนิยมไปพายเรือเล่นกัน มีขายของที่ระลึกพวกของก๊อปปี้ เสื้อบอล มีสวนกุหลาบ สวนนกยูง ที่โดดเด่นและเป็นไฮไลท์ของที่นี่นอกจากบริเวณสระน้ำแล้ว คือ Palacio de Cristal หรือ Crystal Palace ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1887 เป็นอาคารที่มีส่วนประกอบเป็นกระจกเกือบทั้งหลัง ข้างในเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ ด้านหน้าอาคารมีสระน้ำเล็กๆ บรรยากาศที่นี่ดูร่มรื่นเหมาะแก่การมานั่งเล่นหรือมาปิคนิค ผู้คนก็นิยมมาออกกำลังกายในช่วงเช้า พร้อมกับพาสุนัขมาวิ่งเล่นกัน สูดอากาศยามเช้านี่มันสดชื่นจริงๆๆ
IMG_0537.JPG
ออกจากสวนสาธารณะเรติโรตั้งใจว่าจะไปเดินตลาดเก๋ๆ ซึ่งเป็นตลาดขายของแฮนด์เมท ตามที่อ่านข้อมูลมาบอกว่าตลาดนี้เปิดเฉพาะวันเสาร์สัปดาห์แรกของเดือน  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะนี้ แต่หายังงัยก็ไม่เจอ ถามคนท้องถิ่นก็ไม่ค่อยรู้จัก คงเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มจริงๆ คนท้องถิ่นจะพาไปตลาดทั่วๆไปแทน เล่นเอาหมดแรงกันทีเดียวเพราะเส้นทางมีขึ้นลงเนินเล็กน้อย จึงต้องล้มเลิกการชมตลาดแต่ก็ไม่เสียเที่ยวเพราะได้ชมบ้านเมืองเค้าแทน บ้านเรือนก็ตกแต่งน่ารักนะ โดยเฉพาะร้านค้าก็มีป้ายติดหน้าร้านเก๋ๆ แสดงว่าตัวเองขายอะไรบ้าง คล้ายกับเมืองอื่นๆในยุโรป
IMG_0627.JPG
เดินกันมาเรื่อยๆ มาถึงอาคารรูปทรงแปลก ดูทันสมัยมาก นั่นคือ พิพิธภัณฑ์เรย์นา โซเฟีย มาถึงที่นี่กันได้งัยนี่ งง เหมือนกัน (อย่างที่บอกแต่แรก เมืองนี้หากมีแรงเราสามารถเดินเที่ยวได้เอง เพราะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ อยู่ไม่ไกลกัน ย้ำว่าต้องมีแรงนะ…)
IMG_0637.JPG
Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofia พิพิธภัณฑ์เรย์นา โซเฟีย
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 1 สถานี Atocha อยู่ใกล้ สถานี Atocha อยู่ตรงข้าม  สถานี Atocha Renfe
เวลาเปิด-ปิด 10.00 - 21.00 น. Monday*7:00 - 9:00 p.m. Wednesday-Saturday*7:00 - 9:00 p.m. Sunday 1:30 - 7:00 p.m. เข้าชมฟรีตั้งแต่เวลา 19.00 น.

พิพิธภัณฑ์เรย์นา โซเฟีย  เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงศิลปะสมัยใหม่ ตั้งชื่อตามราชินีโซเฟีย  เดิมเคยเป็นโรงพยาบาลมาดริด ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปะสมัยใหม่ และภาพเขียนของศิลปินดังๆ เช่นปิกัสโซ่ ภาพเขียนที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่พิพิธภัณฑ์นี้คือ ภาพ Guernica ของปิกัสโซ่ Pablo Ruiz Picasso ภาพวาดขนาดใหญ่ 3.5 * 7.8 เมตร เป็นภาพเหตุการณ์วางระเบิดที่เมืองเกร์นีกา แคว้นบาสก์ ทางตอนเหนือของสเปน  
แต่หลังจากเดินกันมาเหนื่อยทุกคนเห็นตรงกันว่า เวลานี้คงไม่เหมาะที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ เราไปหาอะไรทานกันดีกว่า เดินออกไปนิดเดียวก็เห็นอาคารรูปโดมคล้ายหัวลำโพงบ้านเรา สถานี Atocha จุดรวมรถไฟทุกสาย ใครอยากออกไปเที่ยวต่างเมืองก็ต้องมาที่นี่ เข้าไปดูกันสักหน่อยดีกว่า แล้วจะขึ้นรถไฟใต้ดินสถานีนี้ต่อไปยังจุดหมายต่อไปเลย
IMG_0644.JPG
IMG_0646.JPG
ด้านใน สถานี Atocha เก๋มาก จัดเป็นสวนพืชเขตร้อนไว้สวยดีทีเดียว มีสระน้ำที่มีเต่าว่ายเต็มไปหมดด้วย เดินไปดูบริเวณที่เค้าขึ้นรถไฟไปต่างเมืองกัน ระบบเหมือนการขึ้นเครื่องบิน มีการตรวจสัมภาระเหมือนกัน หากใครจะเดินทางอย่าลืมเผื่อเวลาเรื่องนี้ด้วยนะ เราเดินทางต่อไปดูอนุสาวรีย์โคลัมบัสซึ่งอยู่ที่จตุรัสโคลัมบัส
จตุรัสโคลัมบัส Plaza de Colon
การเดินทาง รถไฟใต้ดินสาย 4 สถานี Serrano or Colon อยู่ทางเหนือของจตุรัสซีเบเลส
จตุรัสโคลัมบัส Plaza de Colon เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์โคลัมบัส ซึ่งตั้งอยู่กลางวงเวียน มีการแกะสลักเรื่องราวการค้นพบโลกใหม่บนแผ่นคอนกรีต 4 แผ่น และมีธงชาติผืนใหญ่ที่สุด
IMG_0654.JPG
ทางขวาของจตุรัสโคลัมบัสเป็นหอสมุดแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์โบราณคดี Museo Argueologico National
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (Museo Arqueológico)
ที่อยู่: Calle de Serrano, 13, 28001 Madrid, สเปน
เปิดทำการ 9:30–20:00 ปิดวันจันทร์ (ค่าเข้าชมฟรี ปิด 20.00 น.)
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเป็นที่เก็บสมบัติและโบราณวัตถุที่ค้นพบในสเปนตั้งแต่ยุค กรีก โรมัน ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่า สเปนมีของดีมากกว่าที่คิด ที่นี่ไม่ได้ใหญ่เท่าพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ที่ปารีส แต่เต็มไปด้วยผลงานชิ้นเอกที่เป็นมรดกโลกจากหลากหลายวัฒนธรรมที่ผลัดกันเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่สมัยโบราณ ศิลปะวัฒนธรรมเหล่านั้นทั้งผลัดกันเด่น ผลัดกันเสื่อม บ้างก็ผสมผสานกัน บ้างก็หล่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองของทั้งกษัตริย์โรมัน-คริสต์-มุสลิม ทำให้โบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีความหลากหลายมาก การจัดแสดงมีทั้งสื่อ multimedia หลากหลายรูปแบบที่จะช่วยให้เข้าใจความเป็นมาของแต่ละสิ่งได้ง่ายขึ้น แต่ที่สำคัญต้องจองเพื่อเข้าชมก่อน ด้านล่างของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมีการจัดแสดงประวัติของกวีเอกชื่อดังของเสปน Miguel de Cervantes  รวมถึงผลงานของเขา การจัดแสดงทำได้ดีมากทีเดียว
IMG_0670.JPG
IMG_0676.JPG

ออกจากพิพิธภัณฑ์เรานั่งรถไฟใต้ดินกลับไปแถวๆ ที่พักอีกครั้งเพื่อพาเพื่อนๆกลับไปลองชิม Churros (ชูโรส)  ที่เราแอบไปลองมาแล้วในวันก่อน กลับมาอีกครั้งช่วงกลางวันร้านแน่นมาก ผิดกับที่มาตอนเช้าตรู่ ต้องยืนทานกัน แต่ก็ได้อารมณ์อีกแบบ เพื่อนที่ชอบทานช็อคโกแลตถึงกับปลื้มสุดๆ เวลาที่ได้ทานช็อคโกแลตอุ่นๆที่เข้มข้นจิ้มกับปาท่องโก๋สเปน ทานขนมเสร็จก็ไปทานร้านดังในมาดริดต่อ ชนิดที่ว่าใครมาเมืองนี้ต้องไป นั่นคือร้านโบติน ร้านที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เพราะตั้งแต่เปิดมายังไม่เคยปิดเลย แสดงว่าเจ๋งจริง ห้ามพลาด
ร้าน Botin Restaurant , the oldest Restaurant in the world
ที่อยู่: Calle Cuchilleros, 17, 28005 Madrid, สเปน เวลาทำการ:13:00–16:00, 20:00–0:00 โทรศัพท์:+34 913 66 42 17
Metro Station – Opera / SOL หรือจาก Plaza Mayor เดินทางมาทางใต้ประมาณ 200  เมตร
ร้านอาหารที่เก่าที่สุดของโลกนี้ปัจจุบันยังมีการใช้งานเตาแบบดั้งเดิมตั้งแต่เปิดร้านในปี 1725 อยู่ ควรโทรไปจองโต๊ะก่อนเพราะใครๆก็มุ่งมั่นมาทานร้านนี้ หากไม่จองโต๊ะอาจเต็มได้ เพราะมีไม่กี่ที่นั่ง  ราคาอาหารที่นี่ก็ไม่ได้แพงมาก เมนูไม่ควรพลาด คือ โกชินิโย (หมูหัน) เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงมาก
IMG_0689.JPG
IMG_0690.JPG
ร้านนี้อร่อยสมชื่อจริงๆ ทานเสร็จก็เดินไปซื้อของที่ระลึกบริเวณ Plaza Mayor กันเล็กน้อยก่อนกลับที่พักไปเก็บของเตรียมตัวอำลาเมืองมาดริดในเช้าวันรุ่งขึ้น ดึกแล้วผู้คนยังคึกคักมากๆๆ สมกับเป็นเมืองที่มีสีสันยามค่ำคืนจริงๆ
วันนี้เกิดเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย เรื่องมีอยู่ว่า เรากลับถึงที่พักประมาณ 22 น. เพื่อนๆบางคนเข้าที่พักก่อน ส่วนเรากับเพื่อนอีกคนไปหาซื้อของขนม ของกิน น้ำดื่ม เพื่อเตรียมไว้ทานในรถยนต์ระหว่างเดินทาง ซื้อของกันมาเต็มไม้เต็มมือ พอกลับมาถึงทางเข้าที่พัก ปรากฏว่าเจอชายเชื้อสายนิโกร 2 คน (เมืองนี้มีเยอะพอควร) ยืนรออยู่บริเวณทางเข้า ประมาณลืมกุญแจ เราก็ไม่กล้าเปิด กลัวว่าไม่ใช่คนที่พักที่นี่ ก็เดินเลยไปรออยู่บริเวณที่มีคนเยอะๆ รอๆๆๆ นานก็ยังไม่ไปซักที จะเรียกเพื่อนลงมาก็กลัวเพื่อนไม่ปลอดภัย จนกระทั่งมีคนเปิดออกมาจากด้านใน ชาย 2 คนนี้ก็เดินสวนเข้าไป เราก็รอสักพัก กะว่า ถ้าเขาอยู่ที่นี่จริงก็คงเข้าห้องพักที่เพื่อนเขาอยู่ได้ รอจนมั่นใจว่า ชาย 2 คนเข้าห้องไปแล้วจึงเดินเข้าที่พัก เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ต้องวิ่งออกมาทันทีเพราะอีตาชาย 2 คนนั้น ยังรออยู่ด้านในก่อนขึ้นลิฟท์ หัวใจจะวาย เรากับเพื่อนวิ่งพร้อมกับหอบของพะรุงพะรังที่มีกันเต็มมือไปยืนใกล้ๆร้านอาหารที่มีคนมากที่สุด รอต่อไป สักพักชาย 2 คน ก็เดินออกมา คราวนี้ดูจนมั่นใจว่า เค้าเดินไปไกลแล้ว จึงรีบวิ่งเข้าที่พัก กดลิฟท์ขึ้นที่พักทันที กว่าลิฟท์จะปิดได้ก็ล้นเหงื่อตก อารมณ์เหมือนดูหนังฆาตกรรม โชคดีที่ไม่มีใครตามมา เล่นเอาตื่นเต้นในวันสุดท้าย ดีที่ปลอดภัย หรือจริงๆแล้วเค้าอาจจะมาหาเพื่อนหรือพักอยู่ที่นี่ก็ได้แค่เข้าห้องไม่ได้ก็เท่านั้น แต่ก็ไม่ประมาทดีกว่า ไม่คุ้มกัน
แหล่งช้อปปิ้งในเมืองมาดริดที่คนชอบช้อปไม่ควรพลาด
ห้างสรรพสินค้า เอล กอร์เต อิงเกลส El Corte Ingles เปิดถึง 22.00 น. ห้างฯ เอล กอร์เต อิงเกลส เป็นห้างฯที่ใหญ่ที่สุดในสเปน มีร้านแบรนด์เนมครบ ศูนย์อาหารใหญ่มาก อยู่ที่โซนชื่อ Gourmet Experience อยู่ชั้น 9 เค้าว่าเป็นสวรรค์ของนักชิม ร้านอาหารที่ตั้งบนชั้น 9 นี้ก็เป็นจุดชมวิวเมืองอีกแห่ง
แถวSol หรือ ถนน Gran Vía มีร้านเสื้อผ้า ZARA, MANGO, H&M, CAMPER, REAL MADRID OFFICIAL SHOP

ถนน Serrano ย่านชอปปิ้งแบรนด์เนมแบบที่เป็น store มีร้าน Louis Vuitton, Prada, Gucci, Chanel, Dior, Loewe ถนนนี้มี Zara outlet อยู่ใกล้เมโทร Ruben Dario
ถนน Fuencarral มีร้านเสื้อผ้าชิคๆและแบรนด์นอกอย่าง DIESEL, LEVI's, FOSSIL, MUJI, ONITSUKA TIGER

ใครอยู่ใกล้ที่ไหน ชอบแบรนด์ใดก็ไปเลือกกันตามใจชอบกันเลยค่ะ

Day 4       วันสุดท้ายในมาดริด …
03- Apr -16  อาทิตย์  Madrid
ทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ ในที่พัก แล้วเก็บสัมภาระออกจากที่พักเพื่อไปรับรถที่สนามบินตามที่จองไว้ (หากมาวันอื่นสามารถรับรถได้จากในเมือง แต่วันอาทิตย์สำนักงาน Avis ในเมืองปิด)
เราเดินจากที่พักเพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินกลับไปที่สนามบิน ก่อนอำลาเมืองมาดริดนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้ถ่ายรูปกับหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของเมืองมาดริดเลย จำได้ว่า เจ้าหลักกิโลเมตรนี่อยู่ที่ Puerta del Sol นี่นา อยู่ไม่ห่างจากรูปปั้นหมีชื่อดัง ดังนั้นภาระกิจสุดท้ายก่อนอำลาเมืองนี้ ก็คือ ตามหาหลักกิโลเมตรนี้กัน พร้อมกับสัมภาระกองโต (มาหาเอาวันสุดท้าย 555) ด้วยความที่ยังเช้ามาก นักท่องเที่ยวก็ไม่มีมามุงดูหลักกิโลเมตรนี่จึงค่อนข้างหายากนิดหน่อย ถามเอาจากคนแถวนั้นก็ดูไม่ค่อยจะรู้จัก อย่างว่า หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของเมืองที่เราอยู่ อยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย แต่เมื่อมีความพยายาม หลักกิโลเมตรนี่ก็ปรากฏตัวขึ้น เพราะมีนักท่องเที่ยวหลงมาเช้าๆกลุ่มนึง เราเลยปฏิบัติภาระกิจสุดท้ายในเมืองนี้ได้สำเร็จ
หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของเมืองมาดริด อยู่หน้าศาลาว่ากลางเมือง ใกล้กับทางลงรถไฟใต้ดิน



กิจกรรมอีกอย่างที่นิยมในเมืองนี้คือการขี่จักรยาน มีจักรยานหยอดเหรียญให้เช่าอยู่ตามที่ต่างๆมากมาย ใครอยากเที่ยวในเมืองนี้แบบปั่นจักรยานเที่ยวก็น่าสนุกไปอีกแบบ วันนี้ไม่รู้มีกิจกรรมอะไรกันแต่นักปั่นมากันเพียบค่ะ
มาถึงสนามบินตามเวลาที่นัด ติดต่อรับรถเรียบร้อยก็ต้องอำลาเมืองมาดริดกันเสียที เมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองที่ชอบมากอีกเมืองในทริปนี้ มีอะไรให้ทำมากมาย เวลา 4 วัน ผ่านไปเร็วมากจริงๆ
IMG_4927.JPG