นิวซีแลนด์ ตอนโรโทรัว เมืองแห่งสปาธรรมชาติของแปซิฟิกใต้


ล่ำลาเมืองหลวงแล้วก็เดินทางต่อ เราขับรถลัดเลาะชายฝั่งขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ ตามไฮเวย์สาย 1 จุดหมายของเราในวันนี้คือเมืองโรโทรัวที่อยู่ไกลออกไปถึง 451km ใช้เวลา 6h 30m นานเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่วิวสองข้างทางเกาะเหนือจะเป็นที่ราบโล่งไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าเกาะใต้ เราขับมาได้ประมาณ 70 km ก็มองเห็นร้านกาแฟน่านั่งมีแม่น้ำโอทากิขนาบชื่อ ร้าน brown sugar cafe เลยต้องแวะเติมคาเฟอีนกันซะหน่อย พออ่านประวัติแล้วเหลือเชื่อเลยร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนิตยสารแนะนำเพียบ กาแฟก็อร่อยค่ะ หายง่วงแล้วก็ลุยกันต่อ

บรรยากาศระหว่างทางจะมองเห็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว หลายลูกเลย ด้วยเส้นทางเป็นที่โล่งรู้สึกว่าขับรถเท่าไรก็ไม่ถึงซะที คนก็ไม่รู้ไปไหนกันหมด เราแวะอีกทีก็พิพิธภัณฑ์ทหาร มองเห็นง่ายมีรถถัง ปืนใหญ่ข้างทาง (ที่จริงจะหาห้องน้ำกันน่ะ) ออกจากพิพิธภัณฑ์ได้แผนที่เกาะเหนือเป็นของแถมมาอีก เส้นทางไปเมืองโรโทรัวจะผ่านเมืองเล็กๆอีกหลายเมือง ใครที่ชอบทานปลาเทร้าส์ต้องแวะเมือง turangi เป็นเมืองแห่งปลาเทร้าส์เลยนะ แต่ใครที่อยากทานต้องจับเองค่ะ เขาไม่มีขาย เขามีกฎอย่างนั้นน่ะ เป็นการอนุรักษ์ปลาอีกแบบหนึ่ง แต่เราเศร้าเลยอดทาน

Huka Falls

จากถนนสาย 1 เราขับแยกมาถนนสาย 5 แยกช่วงเมือง taupo แถวนี้มีฟาร์มกุ้งด้วยนะ เขาว่าตัวใหญ่ อร่อยมาก ราคาไม่แพงด้วย แต่ปิดประมาณ 5pmใกล้ๆกับฟาร์มกุ้งมีน้ำตกขนาดใหญ่สีฟ้าสวยชื่อ Huka Falls เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากๆ น้ำสีฟ้าใส เนื่องจากเป็นน้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะ ตอนแรกก็หาไม่เจอค่ะ แต่หาไม่ยากแค่ขับไปตามเสียงน้ำตกที่ดังมากๆ ก็จะเห็นน้ำตกขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า ชื่นชมกันสักพักก็เดินทางต่อไปเข้าเมืองโรโทรัว

มาถึงค่ำแล้ว เรารีบไปสำรวจที่พักจองไว้ชื่อ silver oak (168 nz) ห้องใหญ่นะแต่เก่ามากๆ (ไม่สะอาดด้วย)ไม่แนะนำค่ะ แต่ก็มีข้อดีคือทำอาหารได้ สภาพของเมืองนี้ดูจะเก่าๆสักนิดอาจเป็นเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมานานแล้ว และความร้อนใต้พิภพที่ทำให้ของเก่าเร็วขึ้น(คิดเอาเองนะ) บางคนเรียกว่า เมืองกำมะถัน (Sulphur City) เพราะไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของเมือง ก็จะได้กลิ่นคล้ายไข่เน่าของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งปะปนอยู่ในไอน้ำที่ผุดออกมาจากหลุมน้อยใหญ่และรอยแยกมากมายนับไม่ถ้วน ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งเมือง เล่นเอามึนเหมือนกัน
เมืองโรโตรัว (Rotorua) โดยชื่อของเมืองมาจากภาษาชนเผ่าพื้นเมือง "เมารี" (Maori) มาจากชื่อเต็มๆว่า "Ta Rotorau-nui-a-Kahumatamomoe" ซึ่งคำว่า Roto หมายถึงทะเลสาบ ส่วนคำว่า Rua แปลว่า สอง รวมแล้ว "Rotorua" แปลว่า ทะเลสาบแห่งที่สอง ที่ชนเผ่าเมารีค้นพบ


i site


วันที่ 24 เม.ย. 53 ต้องตื่นแต่เช้ากันเหมือนเดิมเพราะกิจกรรมที่เตรียมไว้แน่นมากๆ ก่อนอื่นก็ไปที่ i site ของเมืองก่อน (หาส่วนลดค่าเข้าชมน่ะ)

จากนั้นก็ขับรถออกจากเมืองย้อนกลับไปทางเดิมประมาณ 30 km. ไป Wai-o-Tapu เพื่อดูน้ำพุร้อน The Lady Knox Geyser และ โคลนเดือด(ค่าเข้าชม 30 nz) สิ่งแรกซึ่งเป็นไฮไลท์คือน้ำพุที่พุ่งสูงหลายเมตรชื่อ lady knox ตามตารางเขาบอกว่า น้ำพุไกเซอร์เลดี้น๊อคนี้จะพุ่งตอน 9 am. เราสงสัยกันมากว่าทำไมฝรั่งเก่งกันจังคำนวณเวลาได้ขนาดนั้นเลย พอถึงเวลาไกด์ก็จะมาอธิบายโน่นนี่แล้วก็หย่อนก้อนสีขาวลงไปในปล่อง เท่านั้นแหล่ะ สักพักน้ำพุไกเซอร์ก็จะพุ่งขึ้นมาสูงหลายเมตรเป็นเวลานานเลย (เหมือนโดนหลอกยังงัยไม่รู้)
ดูน้ำพุไกเซอร์แล้วก็ย้อนกลับมาที่เดิมเพื่อเดินชมบ่อน้ำร้อนต่างๆ แต่ละบ่อมีแร่ธาตุต่างชนิดกันทำให้สีของน้ำในบ่อไม่เหมือนกัน บ่อเหล่านี้อุณหภูมิสูงมากลงไปไม่ได้ค่ะ เขาจะทำเป็นทางเดินวนให้ดูทั่วๆ ที่ชอบคงเป็นบ่อที่มีชื่อว่า Champagne Pool หรือจานสีของจิตรกร artist 's palatte เหมือนสีที่จิตรกรละลายไว้ในจานสีเลย สวยดี แต่ควันที่เห็นนี่สิเหม็นจนมึนเลย

เดินไปอีกนิดก็จะเห็นบ่ออะไรก็ไม่รู้ จำชื่อไม่ได้ แต่สีเขียวได้ใจจริงๆ บ่อต่อไปเป็นบ่อโคลนเดือด ต้องขับรถออกไปนิดหน่อย แต่เดือดจริงๆ ปุดๆเหมือนต้มอะไรเดือดเลยแต่เป็นโคลนน่ะ เขาว่าบริเวณนี้เปลือกโลกบางทำให้ความร้อนใต้ดินขึ้นมา บ่อนี้ตื่นเต้นสุดค่ะ ดูแล้วสนุกดี
(Polynesian Spa)
ใครอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองเมารีก็ไปที่ "ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเมารี" ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แต่เราจะไปสปากัน มาเมืองแห่งสปาธรรมชาติของแปซิฟิกใต้ทั้งทีไม่ไปได้งัย เมืองนี้อุดมไปด้วยแหล่งกำเนิดของน้ำพุร้อน สปาจึงเป็นที่นิยม โพลีนีเชียนสปา (Polynesian Spa) เป็นสปาที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการบำบัดและความร้อน สปาแห่งนี้อยู่ในเมืองค่ะ เราก็ต้องขับรถเข้าไปในเมืองอีก



เราไปดูเจ้ากีวีน้อย สัตว์ประจำชาติของที่นี่ตัวเป็นที่ rainbow spring น่ารักมากๆ เกือบไม่ได้ดูแน่ะเพราะเขามีทัวร์พาชมเป็นรอบๆ เรามาช้าไปและถ้าจะดูตัวเป็นต้องดูตอนกลางคืนเท่านั้น กลางวันมันหลับ แต่โชคดีเจอพนักงานน่ารักมากๆๆๆ แอบพาไปดูหลังจากที่กรุ๊ปเราทำหน้าตาหน้าสงสารกันอยู่นาน บอกว่าหลับก็ขอดูหน่อยเหอะ ตัวจริงน่ารักมากๆ บางตัวหลับ บางตัวก็เล่นอยู่ แต่มันอยู่ในที่มืดและต้องเงียบมากๆๆ แต่ประทับใจสุดๆๆ ดูเสร็จก็เดินเล่นในนี้ ภายในเขาจัดเป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก มีสัตว์ท้องถิ่นในชมหลายชนิดเชียว เดินดูจนได้เวลาก็ไปต่อที่ อะโกรโดม(ชมโชว์แกะ)
การแสดงตัดขนแกะที่ Agrodome ก็มีเป็นรอบๆเหมือนเดิม ซื้อตั๋ว รอเวลา แล้วก็จะมีแกะสายพันธุ์ต่างๆ มาโชว์ แกะแต่ละสายพันธุ์ก็ใช้ประโยชน์ต่างกัน (เพิ่งจะรู้) จากนั้นก็โชว์ตัดขนแกะจนล่อนจ้อนเลย ในที่โชว์ก็มีครีม และผลิตภัณฑ์จากรกแกะขายด้วย (ไม่ต้องกลัวฟังไม่รู้เรื่อง เขามีหูฟังทุกภาษาค่ะ) กิจกรรมวันเดียวเหนื่อยจนเล่นกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆไม่ไหวแล้ว เพื่อนๆลงความเห็นว่าเดินทางต่อกันดีกว่า เพราะคืนนี้เราจะไปนอนที่โอ๊คแลนด์ค่ะ

Posted by Picasa