มีอะไรที่โอซาก้า

และแล้วเราก็มาถึงเมืองหลวงอีกแห่งซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายของ trips นี้ นั่นก็คือนครโอซาก้า โอซาก้าเป็นเมืองธุรกิจที่สำคัญและมีการเจริญเติบโตมาอย่างยาวนาน โอซาก้าได้รับสมญานามมากมาย เช่น เมืองแห่งสายธาร เพราะเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง หรือจะเป็นนครพันสะพาน เนื่องจากมีสะพานเกือบพันแห่ง แม่น้ำและสะพานเหล่านี้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและวัตถุดิบเข้าออกโอซาก้า ซึ่งเป็นประตูส่งออกที่สำคัญของญี่ปุ่น แต่สำหรับพวกเราโอซาก้าคือเมืองแห่งอาหารอร่อย ไม่ว่าจะทานที่ไหนก็อร่อยหมดเลย ใครที่เป็นนักชิมห้ามพลาดเมืองนี้เด็ดขาด

ปราสาทโอซาก้าโจ (Osaka-jo) เป็นจุดที่มีผู้ไปเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง โดยเดินไปตามบาทวิถีจนถึงปลายเกาะนาคาโนะชิมะด้านตะวันออก แล้วเดินไปทางเหนือข้ามสะพานเท็นจินบาชิ (Tenjin-bashi) ตรงป้อมตำรวจ แล้วเดินขึ้นไปทางเหนืออีกจะพบ ศาลเจ้าเท็มมังงุจิงงุ (Tenmangu Jingu) ซึ่งสร้างถวายเทพแห่งความรู้ เมื่อเดินตามบาทวิถีริมแม่น้ำราวหนึ่งกิโลเมตร ก็จะถึงโรงกษาปณ์โอซาก้า (Osaka mint) และพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณ์ จากนั้นข้ามสะพานคาวาซากิบาชิ (Kawasaki-bashi) ไปยังปราสาทโอซาก้าโจที่อยู่ข้างหน้า ปราสาทแห่งนี้มีหอคอยปราสาทผงาดเหนืออุทยานกว้างและกำแพงหิน เป็นการจำลองแบบจากของเดิมที่สร้างโดย โตโยะโตมิ ฮิเดโยชิ เมื่อปี 1585 ปราสาทมหึมาหลังนี้สร้างเสร็จโดยใช้เวลาสามปี โดยระดมคนจำนวนหลายหมื่นมาก่อสร้าง ภายในเป็นการแสดงประวัติของประสาท ทำเป็นภาพสามมิติ นับเป็นการอธิบายประวัติที่น่าสนใจทีเดียว (เราน่าจะนำมาประยุกต์ใช้บ้างนะคงจะเป็นประโยชน์) ด้านบนมีจุดชมวิวเมืองและขายของที่ระลึก


วันนี้เราเที่ยวได้เพียงแห่งเดียวเพราะต้องไปหาร้านอร่อยๆๆทาน แล้วก็shoppping ... และต้องเดินทางไปสนามบินต่อ การไปสนามบินก็สะดวกนะมี airport link นั่งรถไฟไปถึงท่าอากาศยานคันไซเลย แต่ต้องต่อรถไฟนิดหน่อย จึงต้องเผื่อเวลาหลงบ้าง สนามบินคันไซสร้างโดยใช้ขยะถมไปในทะเล สนามบินแห่งนี้เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นว่าบริเวณรันเวย์อยู่ในทะเล ไม่รู้ว่าวิธีกำจัดขยะแบบนี้จะมีผลกับสภาพแวดล้อมทางทะเลรึเปล่าน้อ


ปิดท้ายใครที่ชอบทานกูลิโกะ รู้ไหมว่า กูลิโกะเกิดที่โอซาก้า เดิมทีเป็นลูกอมน้ำตาล มีโฆษณาเป็นรูปคนวิ่ง วิ่งเข้าเส้นชัย (รูปนี้แหละค่ะ)โฆษณาว่าสำหรับให้พลังงานได้ดี ชื่อกูลิโกะ จึงมาจาก "กู ลิ โค เก้น" (ภาษาญี่ปุ่น คาตากานะ) หรือที่เราเรารู้จักกันดีในชื่อของ "ไกลโคเจน" หรือ "glycogen" นั่นเอง

Posted by Picasa