เกียวโตเมืองแห่งวัฒนธรรม

เมืองเกียวโต เป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นมานานกว่าหนึ่งพันปี เป็นศูนย์กลางความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ มาจนกระทั่งปัจจุบัน นอกจากนั้น เกียวโตยังมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางของศาสนา จากหลักฐานที่ปรากฎคือมีจำนวนวัดทางพุทธศาสนามากกว่า 1,500 วัด ศาลเจ้าชินโตประมาณ 300 แห่ง และพิพิธภัณฑ์กว่า 100 แห่ง ปัจจุบันเกียวโตเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 7 ของญี่ปุ่น มีจำนวนประชากรถึง 1.4 ล้านคน

ดังนั้นสถานที่เที่ยวในเกียวโตก็จะเป็นวัดต่าง ๆ และพระราชวัง ซึ่งมีหลายแห่งที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

วัดแห่งแรกที่เรามาเที่ยวกันวันนี้ชื่อ วัดคิโยมิซึหรือวัดน้ำใส วัดนี้ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลก โครงสร้างเป็นไม้ทั้งหมด การก่อสร้างจะไม่ใช้ตะปู และจุดเด่นอีกอย่างของวัดนี้จะมีแม่น้ำ 3 สายไหลมารวมกัน เชื่อว่าหากใครดื่มน้ำนี้จะมี สุขภาพแข็งแรง อายุยืน ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีคนกล่าวว่า ห้ามดื่มครบทั้ง 3 สายนะเพราะจะโชคไม่ดี(ไม่รู้จริงไหม ไม่กล้าทดลอง)

nijo castle แบ่งเป็นสองส่วนคือพระราชวังและเป็นสวน พระราชวังแห่งนี้ชื่อ ninomaru palace ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี ที่เป็นจุดเด่นคือระเบียงทางเดินหรือระเบียงนกกระจิบ ที่เรียกเช่นนั้นเพราะออกแบให้ทุกย่างก้าวที่เดินบนระเบียงแห่งนี้จะมีเสียงคล้ายเสียงนกร้องตลอดเวลา วัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัย ป้องกันบรรดานินจาเข้ามารอบทำร้าย เราลองเดินเบาๆแล้วก็ยังมีเสียงเลย น่าทึ่งมากๆๆ เสียดายเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในพระราชวัง
ออกจากพระราชวังก็ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้ามาวัดคินคะคุจิหรือวัดทอง หรือที่เรารู้จักกันว่าวัดอิคคิวซังนั่นเอง (ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกนะเดินหาอยู่ตั้งนาน ที่แท้วัดนี้เปลี่ยนชื่อหลังจากสร้างประสาททอง คินคะคุจิแปลว่าทอง)
วัดสวนทรายหรือวัดกิงคะคุจิ ที่เที่ยวสุดท้ายของเราในวันนี้ วัดนี้มีความโดดเด่นเรื่องการจัดสวนทรายและหินกรวดแบบญี่ปุ่น ภายในบริเวณวัดมีลานมอสที่สวยมากทีเดียว หากขึ้นไปด้านหลังวัดก็จะมองเห็นเมืองเกียวโต วัดนี้สร้างขึ้นมาคู่กับวัดคินคะคุจิ
วันนี้ไปเที่ยวได้หลายวัดเลย (คล้ายๆกับทำบุญ 9วัดไหม) เราใช้บริการรถเมล์เหมือนเดิม ซื้อตั๋วone day pass เพราะไปหลายแห่งและเผื่อหลงด้วยจ้า(ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) ขอเตือนนะต้องดูสายรถเมล์ดีๆว่า รับตั๋วชนิดนี้ไหม เพระบางสายก็ไม่รับ(มีประสบการณ์โดยเรียกเก็บเงินมาแล้ว แพงทีเดียว)
Posted by Picasa